คริสตจักรขับเคลื่อนโลก
เมื่อเราพิจราณาพระลักษณะการทรงสร้างของพระเจ้า เราจะพบว่าพระเจ้าทรงสร้างสรรพสิ่งเพื่อให้เหล่านั้นมีความรุ่งโรจน์ขึ้น รวมถึงการเติบโตในชีวิตคริสเตียนที่สะท้อนพระกายของพระคริสต์ที่จะเสด็จมา และคริสตจักรที่ทรงสถาปนาขึ้นก็เพื่อพระเกียรติและความรุ่งโจน์เช่นกัน
พระองค์ทรงรุ่งโรจน์
สูงส่งยิ่งภูเขานิรันดร์ สดุดี 76:4
มนษย์คู่แรกได้เอาสิทธิแห่งพระสิริความรุ่งโรจน์ในพระเจ้าขายให้มารซาตาน ด้วยการไม่เชื่อฟังพระเจ้า พญามารล่อลวงมนุษย์ให้กต่ำลงจนนำมาถึงความบาปที่ทวีขึ้นบนแผ่นดิน และนำมาถึงการล้างโลกด้วยน้ำท่วม แม้นในยุคต่อมามนุษย์ก็ยังคงเอาสิทธิแห่งความรุ่งโรจน์ของตนแลกกับรูปเคารพ สร้างหอบาเบลขึ้นอย่างเยอ่หยิ่ง จนต้องแตกซ่านเซนไปทั่วโลก ด้วยพระเจ้ามากระทำให้ภาษาเขาปั่นป่วนไป แผนการทั้งหมดทั้งสิ้นที่พระสิริและความรุ่งโรจน์ของพระเจ้าไม่สามารถเกิดขึ้นบนโลกนี้นั้นเพราะ มีผู้คุมอำนาจเบื้องหลังความชั่วร้ายคือมารซาตานที่มาเพื่อลัก ฆ่า และทำลาย มารซาตานในอดีตนั้นรุ่งโรจน์ในความงามและสติปัญญา แต่ได้สูญเสียความรุ่งโรจน์แห่งพระสิรินี้ พระคัมภีร์ได้บรรยายเมื่อซาตานมีสง่าราศีว่า
“เจ้าเป็นตราแห่งความสมบูรณ์แบบ
เต็มด้วยสติปัญญา เราจะกำจัดเจ้าเสียจากภูเขาแห่งพระเจ้า
และเครูบผู้พิทักษ์นั้นก็ขับเจ้าออกไป จากท่ามกลางศิลาเพลิง 17 จิตใจของเจ้าผยองขึ้นเพราะความงามของเจ้า เจ้ากระทำให้สติปัญญาของเจ้าเสื่อมทรามลง เพราะเห็นแก่ความงามของเจ้า
เราเหวี่ยงเจ้าลงที่ดินแล้ว เราตีแผ่เจ้าต่อหน้ากษัตริย์ทั้งหลาย เอเศคียล 28:12,17
ครั้นในคราวที่ซาตานผยองขึ้นมันได้กล่าวรำพึงในใจว่า
'ข้าจะขึ้นไปยังฟ้าสวรรค์ เหนือดวงดาวทั้งหลายของพระเจ้า
ข้าจะตั้งพระที่นั่งของข้า ณ ที่สูงนั้น ข้าจะนั่งบนขุนเขาชุมนุมสถาน
ณ ที่อุดรไกล 4 ข้าจะขึ้นไปเหนือความสูงของเมฆ
ข้าจะกระทำตัวของข้าเหมือนองค์ผู้สูงสุด แต่เจ้าถูกนำลงมาสู่แดนคนตาย
ยังที่ลึกของปากแดน บรรดาผู้ที่เห็นเจ้าจะเพ่งดูเจ้า
และจะพิจารณาเจ้าว่า ชายคนนี้หรือที่ทำให้โลกสั่นสะเทือน
ผู้เขย่าราชอาณาจักรทั้งหลาย ผู้ที่ได้กระทำให้โลกเป็นเหมือนถิ่นทุรกันดาร
และคว่ำหัวเมืองของโลกเสีย
เมื่อมารซาตานตกจากพระสิริและความรุ่งโรจน์ในพระเจ้า มันก็กลายเป็นเพียงซาก เท่านั้น และมารซาตานต้องการทำลายความรุ่งโรจน์ของสรรพสิ่งที่มาจากพระเจ้า มันทำลายและริบเอาความรุ่งโรจน์ไป ด้วยการล่อลวมนุษย์ แต่พระคริสต์ ได้มอบความพ่ายแพ้ให้กับมารแล้วด้วยชัยชนะทีไม้กางเขน ทรงไถ่เอาความบาป ผลของความบาป และคำแช่งสาป ออกจากชีวิตของผู้เชื่อ คริสตจักรจึงมีชัยชนะเหนือพลังแห่งความตาย เพราะพระองค์ทรงฟิ้นขึ้นและบริบรณ์ด้วยศักดิ์ศรี ความรุ่งโรจน์ในพระเจ้า
ผู้เชื่อ มีสิทธิขอพระพรด้วยความเชื่อว่าขอเป็นอย่างพระคริสต์ขณะที่เป็นขึ้นมา พระเจ้าทรงให้อำนาจแก่ผู้เชื่อโดยผูกมัดและทำลายมารอำนาจของมัน เพื่อนำความรุ่งโรจน์ของพระเจ้ากลับสู่ชีวิตและคริสตจักร นี่คือยุทธศาสตร์การต่อสู้อันยาวนานที่เราต้องศึกษาเพื่อก้าวไปข้างหน้าเป็นผู้เตรียมทางของรับการเสด็จมาของพระคริสต์
ที่ภูเขาโมริยาห์ สถานที่ซึ่งมีความสำคัญทางฝ่ายวิญญาณอย่างมากบนโลกนี้ เป็นที่เริ่มต้นของเรื่องราวที่เกี่ยวของกับรากฐานคริสตจักร เมื่อในอดีต 4000 ปีที่ผ่านมา เมื่อพระเจ้าทรงประทานความรุ่งโรจน์และพระสิริของพระองค์ผ่านทางผู้ยำเกรงพระองค์ อับราฮัม ได้มาที่ภูเขโมริยาห์แห่งนี้เพื่อถวายเครื่องบูชาแด่พระเจ้า พระเจ้าทรงทดลองอับราฮัมและทรงพอพระทัยในความเชื่อของอับราฮัม ลูกหลานของอับราฮัมจึงได้รับพร แผนการความรอดพระสิริ ความรุ่งโรจน์ในพระเจ้านั้น จะ ผ่านจากเชื้อสายของท่านเพื่อเป็นพรแก่คนทั้งโลก หากเรียนรู้จักคริสตจักรที่รุ่งโรจน์ จึงต้องเรียนรู้จักอิสราเอล
น้ำพระทัยและความล้ำลึกของพระเจ้านั้นพระคัมภีร์ได้กล่าวว่า จะถูกเปิดเผยผ่านทางคริสตจักร คริสตจักรจึงเป็นอุปกรณ์ชิ้นสำคัญของพระองค์ที่แสดงง่าราศีของพระองค์เปิดเผยความล้ำลึก และ เป็นประตูสู่การรู้จักพระเจ้า หากเราเปรียบพระวิหารหรือคริสตจักรเป็นสถานที่ที่เราเข้าไปเฝ้าพระเจ้า เราสามารถเรียนรู้ได้จากการเข้าเฝ้าพระเจ้าครั้งแรกของชาวอิสราเอลที่เชิงภูเขาซีนาย
หลังจากพระองค์ทรงนำเขาออกจากอียิปต์ ด้วยเสาเมฆและเสาเพลิง สู่ทะเลแดง ซึ่งพระธรรม 1คธ 10:4 กล่าวถึงการเปรียบเทียบนี้ว่าเป็นการบัติสมา ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าอยากให้ท่านทั้งหลายเข้าใจว่า บรรพบุรุษของเราทั้งสิ้นได้อยู่ใต้เมฆ และได้ผ่านทะเลไปทุกคน 2 ได้รับบัพติศมาในเมฆและในทะเลเข้าสนิทกับโมเสสทุกคน และได้รับประทานอาหารทิพย์ทุกคน 4 และได้ดื่มน้ำทิพย์ทุกคน เพราะว่าเขาได้ดื่มน้ำซึ่งไหลออกมาจากพระศิลาที่ติดตามเขามา พระศิลานั้นคือพระคริสต์ ชนอิสราเอลจึงเป็นภาพเปรียบกับคริสตจักรของพระเจ้า ที่ก้าวออกจากโลกสู่ความสัมพันธ์ในพระเจ้า เปรียบได้กับคริสตจักรของพระองค์
3 เดือน หลังจากการออกมาจากอียิปต์พวกเขาอยู่ที่เชิงเขาซีนาย พระองค์ให้เขาทั้งหลายชำระตัวให้สะอาด เพื่อพระองค์จะเสด็จมาเยี่ยมเยียนพวกเขา และในวันนั้นพระสิริความรุ่งโรจน์ของพระเจ้าได้มาประจักษ์แก่สายตาพวกเขา พระคัมภีร์อพย19:16-18กล่าวว่า. อยู่มาพอถึงรุ่งเช้าวันที่สาม ก็บังเกิดฟ้าร้อง ฟ้าแลบ มีเมฆอันหนาทึบปกคลุมภูเขานั้นไว้กับมีเสียงแตรดังสนั่น จนคนทั้งปวงที่อยู่ในค่ายต่างก็พากันกลัวจนตัวสั่น 17 โมเสสก็นำประชาชนออกจากค่ายไปเฝ้าพระเจ้า พวกเขามายืนอยู่ที่เชิงภูเขา 18 ภูเขาซีนายมีควันกลุ้มหุ้มอยู่ทั่วไป เพราะพระเจ้าเสด็จลงมาบนภูเขานั้นโดย อาศัยเพลิงควันไฟพลุ่งขึ้นเหมือนควันจากเตาใหญ่ ภูเขาก็สะท้านหวั่นไหวไปหมด
เป็นจุดเริ่มต้นของการเยี่ยมเยียนของพระเจ้าต่อชนชาติของพระองค์และจากเหตุการณ์นั้นจึงถือเป็นเทศกาลเพนเทสเตขึ้นซึ่งเป็นเงาสะท้อนที่ชัดเจนมากขึ้นเมื่อเข้าสู่ยุคสุดท้ายพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าได้มาเจิมเหล่าสาวก ที่ห้องชั้นบน การทรงสถิตของพระเจ้าจึงเป็นกุญแจหลักของคริสตจักร
ในยุคแรกของการเข้าฝ้าพระเจ้านั้นพระเจ้าทรงให้โมเสสสร้างเต้นนัดพบขึ้น และพระองค์ทรงมาพบพวกเขา ดังที่พระคัมภีร์กล่าวใน พระธรรม อพย 40:34-37 ว่า ในขณะนั้นมีเมฆมาปกคลุมเต็นท์นัดพบไว้ และพระสิริของพระเจ้า ก็ปรากฏอยู่เต็มพลับพลานั้น 35 โมเสสเข้าไปในเต็นท์นัดพบไม่ได้ เพราะเมฆปกคลุมอยู่ และพระสิริของพระเจ้าก็อยู่เต็มพลับพลานั้น 36 ตลอดการเดินทางของเขา เมฆนั้นถูกยกขึ้นจากพลับพลาเมื่อใด ชนชาติอิสราเอลก็ยกเดินต่อไปทุกครั้ง 37 แต่หากว่าเมฆนั้นมิได้ถูกยกขึ้นไป เขาก็ไม่ออกเดินทางเลย จนกว่าจะถึงวันที่เมฆนั้นจะถูกยกขึ้นไป
ในยุคต่อมาเมื่อกษัตริย์ซาโลมอนเริ่มต้นวางแผนสร้างพระวิหารบนภูเขาโมริยาห์ กษัตรย์ซาโลมอนได้สร้างวิหารอย่างวิจิตรตระการตา เป็นมูลค่าที่ไม่สามารถประเมินได้ โดยพระคัมภีร์ได้พรรณนาพระนิเวศน์ ที่สร้างโดยทองคำมากมาย จนผู้พบเห็นต้องตะลึงงัน
ความรุ่งโรจน์แลพระศิริของพระเจ้าประทับเหนือวิหารนั้นและได้ถูกบันทึกในพระธรรม 1 พงศาวดาร 8:10-11 กล่าวว่า “เมื่อปุโรหิตออกมาจากวิหาร เมฆก็มาเต็มพระนิเวศของพระเจ้า ปุโรหิตจึงยืนปรนนิบัติอยู่ไม่ได้ เพราะเมฆนั้น เพราะพระสิริของพระเจ้า เต็มพระนิเวศของพระเจ้า”
คำอธิษฐานถวายพระวิหารพระเจ้าของซาโลมอนนั้นได้กล่าวว่า “แต่พระเจ้าจะทรงประทับกับมนุษย์ที่แผ่นดินโลกหรือ ดูเถิด ฟ้าสวรรค์ที่สูงที่สุดก็ยังรับรองพระองค์ไว้ไม่ได้ พระนิเวศซึ่งข้าพระองค์ได้สร้างขึ้น จะรับพระองค์ไม่ได้ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด 19 แต่ขอพระองค์ทรงสนพระทัยในคำ อธิษฐานของผู้รับใช้ของพระองค์ และในคำวิงวอนนี้ ข้าแต่พระเยโฮวาห์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ขอทรงสดับเสียงร้องและคำอธิษฐาน ซึ่งผู้รับใช้ของพระองค์อธิษฐานต่อพระองค์ 20 เพื่อว่าพระเนตรของพระองค์จะทรงลืม อยู่เหนือพระนิเวศนี้ ทั้งกลางวันและกลางคืน คือสถานที่ซึ่งพระองค์ได้ตรัสว่าจะตั้งพระนามของ พระองค์ไว้ที่นั่น เพื่อว่าพระองค์จะทรงสดับคำอธิษฐาน ซึ่งผู้รับใช้ของพระองค์จะได้อธิษฐานตรงต่อสถานที่นี้ 21 และขอพระองค์ทรงสดับคำวิงวอน ของผู้รับใช้ของพระองค์ และของอิสราเอลประชากรของพระองค์ เมื่อเขาอธิษฐานตรงต่อสถานที่นี้ ขอพระองค์ทรงสดับอยู่ในฟ้าสวรรค์อัน เป็นที่ประทับของพระองค์ และเมื่อพระองค์ทรงสดับแล้ว ก็ขอพระองค์ทรงประทานอภัย
นีคือประวัติศาสตร์ครั้งยิ่งใหญ่ครั้งยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งของมนุษย์ที่ได้ทำเพื่อพระเจ้า โดยกษัตริย์ซาโลมอนผู้ที่ได้ชื่อว่า มั่งคั่ง และมีสติปัญญามากที่สุด อะไรทำใพระเจ้าทรงพอพระทัยพระนิเวศน์ของซาโลมอน
นี่คือพระพรแห่งความมั่งคั่งเกียรติทรัพย์สมบัติย์ความรุ่งโรจน์ให้แก่ผู้รับใช้พระองค์
พระองค์มีกองทัพเรื่อที่ส่งออกไปทั่วโลกทั้งสิบสองทิศเพื่อนำของมีค่าทุกมุมโลกมายังพระนิเวศน์พระเจ้า พระนิเวศน์ในยุคของซาโลมอนนั้นเต็มไปด้วยของมีค่าที่สุดในผืนโลกเท่าที่มีมา พระคัมภีร์ได้กล่าวถึงหลายสิ่งที่ซาโลมอนทรงมีไม่ว่าเป็นงาช้างที่สวยงาม นกยูง ไม้สนสีดาแห่งเลบานนอนหรือทองคำจากโอฟีร และประเทศไทยอยู่ในเส้นทางเดินเรื่อของซาโลมอนช่นกัน ซึ่งเป็นเส้นทางทิศตะวันออกเป็นเส้นทางของเครื่องหอมที่ได้นำไปถวายแด่พระเจ้าในพระนิเวศน์
ซาโลมอนได้ถวายสัตว์บูชาแด่พระเจ้าด้วยวัว 22,000 ตัวและด้วยแกะนับแสนตัว โลหิตจึงประพรมทั่วไป
พระคัมภีร์บันทึกว่าแท่นบูชานั้นไม่เพียงพอสำหรับเครื่องสัตวบูชาเหล่านั้น ซึ่งเล็งถึงการชำระเพื่อเกิดความบริสุทธิ์อิสราเอลในยุคนั้นรุ่งเรืองสุดขีดพระคัมภีร์กล่าวว่าสิ่งมีค่าในเยรูซาเล็มคือทอง ส่วนเงินนั้นเป็นเพียงของสาม้ญ
พระเจ้าทรงอำนวยพรแก่นครเยรูซาเล็มและทวีความมั่งคั่งขึ้นอย่างใหญ่หลวง ผู้คนกล่าวถึงเยรูซาเล็มด้วยความอัศจรรย์ใจ เพราะพระสิริและความรุ่งโรจน์ของพระเจ้าปกคลุมอยู่
เราปฎิเสธไม่ได้ว่านี่คือสิ่งที่คริสตจักรต้องการ และแน่นอนครับศัตรูของเราหรือมารซาตานนั้นจ้องทำลายความรุ่งโรจน์นี้ และพระวิหารอันเต็มด้วยสง่าราศีของพระเจ้าก็จึงเป็นเป้าหมายในการทำลายของมารอย่างไม่ต้องสงสัยเป้าหมายหลักของมารและการไปถึงเป้าหมายนั้นก็เริ่มโจมตีที่คนของพระเจ้าก่อน
ความรุ่งโรจน์แห่งวิหารนั้นหมดไปเมื่อ มารได้ล่อหลอกให้คนหันไปกราบไหว้รูปเคารพ และประชาชนอิสราเอลก็ล้มลง สง่าราศีและความุ่งโรจน์ในพระเจ้า ถูกพรากไปจากอิสราเอล และจากวิหารของพระเจ้า ( อสค. 10:18 แล้วพระสิริของพระเจ้าได้ไปจากธรณีประตูพระนิเวศ สถิตเหนือเหล่าเครูบ 19 เมื่อเหล่าเครูบออกไปก็กางปีกออกบินขึ้นไป จากพิภพต่อหน้าต่อตาข้าพเจ้า
นอกจากไร้พระสิริและความรุ่งโรจน์แล้ว พระนิเวศน์พระเจ้าถูกเหยียดหยามเพิ่มขึ้นอีก เมื่อกองทัพอัสซีเรียเข้าโจมตี และมีชัยเหนืออิสราเอล ในปี700ก่อน.คศ. และต้องกลายเป็นเพียงซากปรักหักพังในปี 587.ก่อน คศ.เมื่อกองทัพบาบิโลนเข้ามาบดขยี้ เยรูซาเล็มไม่มีสง่าราศีเหลืออยู่เลยเป็นเพียงซากปรักหักพัง และถูกทิ้งร้าง ในเวลาต่อมา
พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าที่หวงแหนและความบาปแห่งการไหว้รูปเคารพนั้นพระเจ้าทรงตีสอนอย่างหนัก เป็นความเชื่อพื้นฐานของคริสตจักรที่ไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับรูปเคารพ หรือนำตัวไปปรนนิบิติ ด้วยการนำลวดลายมาตัวหรือประดับในวิหารพระเจ้า การซึ่งเกี่ยวของกับรูปเคารรพนั้นพระเจ้ารียกว่าเป็นการล่วงประเวณี หรือการลามกนั่นเอง
พระคัมภีร์ได้เปิดเผยถึงการไหว้รูปเคารรพอันเป็นสาเหตุแห่งพระพิโรธพระเจ้าที่ทำลายพระวิหารเสีย ให้รายละเอียดในพระธรรม เอเศคียล.... 8:5-18 แล้วพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย บัดนี้จงเงยหน้าขึ้นไปดูทางทิศเหนือ” ข้าพเจ้าจึงเงยหน้าขึ้นมองไปดูทางทิศเหนือ และดูเถิด ทางทิศเหนือของประตูแท่นบูชาในทางเข้า รูปความหวงแหนนี้อยู่ที่นั่น 6 และพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย เจ้าเห็นหรือไม่ว่าเขาทำอะไรอยู่ คือการลามกอันยิ่งใหญ่ ซึ่งพงศ์พันธุ์อิสราเอลกระทำกันอยู่ที่นี่ อันที่จะให้เราไปไกลจากสถานนมัสการของเรา แต่เจ้ายังจะได้เห็นการลามกยิ่งใหญ่กว่านี้อีก” 7 และพระองค์ทรงนำข้าพเจ้ามาถึงประตูลาน และเมื่อข้าพเจ้ามองดู ดูเถิด ก็เห็นช่องหนึ่งอยู่ในกำแพง 8 แล้วพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย จงเจาะเข้าไปในกำแพง” และเมื่อข้าพเจ้าได้เจาะเข้าไปในกำแพงแล้ว นี่แน่ะ มีประตูอยู่ประตูหนึ่ง 9 และพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “เข้าไปซี ไปดูการลามกอย่างร้ายแรงซึ่งเขากระทำที่นี่” 10 ดังนั้นข้าพเจ้าจึงเข้าไปและได้เห็น ดูเถิด เป็นภาพบนผนังโดยรอบ มีสัตว์เลื้อยคลานทุกชนิด และสัตว์ที่น่าเกลียดและรูปเคารพทั้งสิ้นของพงศ์พันธุ์อิสราเอล 11 และมีพวกผู้ใหญ่แห่งพงศ์พันธุ์อิสราเอลเจ็ดสิบคน ยืนอยู่ข้างหน้ารูปเหล่านั้น และมียาอาซันยาห์บุตรชาฟานยืนอยู่ในหมู่พวกเขาทั้งหลาย ต่างก็มีกระถางไฟอยู่ในมือและควันหอมแห่งเครื่องบูชา ก็ขึ้นไปข้างบน แล้วพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย เจ้าได้เห็นแล้วมิใช่หรือว่าพวกผู้ใหญ่ของ พงศ์พันธุ์อิสราเอลกระทำอะไรอยู่ในที่มืด ทุกคนต่างก็อยู่ในห้องรูปภาพของตน เพราะเขาทั้งหลายพูดว่า 'พระเจ้าไม่ทอดพระเนตรเห็นเรา พระเจ้าทรงทอดทิ้งแผ่นดินนี้เสียแล้ว' ” 13 พระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าด้วยว่า “เจ้ายังจะเห็นการลามกซึ่งเขากระทำยิ่งกว่านี้อีก”
14 แล้วพระองค์ทรงนำข้าพเจ้ามาถึงทางเข้าประตู พระนิเวศของพระเจ้าด้านเหนือ และดูเถิด ที่นั่นมีผู้หญิงหลายคนนั่งร้องไห้อาลัยเจ้าพ่อทัมมุส แล้วพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่าบุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย เจ้าเห็นแล้วหรือ เจ้ายังจะเห็นการลามกยิ่งกว่าสิ่งเหล่านี้อีก”
16 แล้วพระองค์ทรงนำข้าพเจ้าเข้ามาในลาน ชั้นในแห่งพระนิเวศของพระเจ้า ดูเถิด ตรงประตูพระวิหารของพระเจ้า ระหว่างมุขและแท่นบูชา มีชายประมาณยี่สิบห้าคนหันหลังให้พระวิหารแห่งพระเจ้า หน้าของเขาหันไปทางทิศตะวันออก กำลังนมัสการพระอาทิตย์ตรงทิศตะวันออกนั้น 17 แล้วพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย เจ้าเห็นแล้วหรือที่พงศ์พันธุ์ยูดาห์กระทำการลามก ซึ่งเขากระทำอยู่ที่นี่ เป็นสิ่งเล็กน้อยหรือ เขาจึงกระทำให้แผ่นดินเต็มไปด้วยความทารุณและ กระทำให้เรากริ้วยิ่งขึ้น นี่แน่ะ เขาทั้งหลายเอากิ่งไม้มาแตะจมูกของเขา 18 เพราะฉะนั้นเราจะกระทำด้วยความพิโรธ นัยน์ตาของเราจะไม่ปรานี และเราจะไม่สงสารแม้ว่าเขาจะร้องด้วยเสียง อันดังใส่หูของเรา เราจะไม่ฟังเขา”
การกราบไหว้ปรนนิบัติรูปเคารพ เป็นต้นเหตุแห่งพระพิโรธของพระเจ้า อะไรคือรูปเคารพ อะไรคือการปรนนิบัติสิ่งเหล่านั้น เป็นสิ่งที่คริสตจักรต้องพิเคราะห์ป้องกัน ก่อนการแตกแยกเกิดขึ้น และสิ่งที่เรียกว่ารูปเคารพนั้นทำลายถึงวิญญาณ
เผยพระวจนะกล่าวโทษเขา 18 และกล่าวว่า พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า วิบัติแห่งหญิงที่เย็บปลอกไสยศาสตร์สำหรับสวมข้อมือ และทำผ้าคลุมศีรษะให้คนทุกขนาด เพื่อล่าวิญญาณ เจ้าจะล่าวิญญาณซึ่งเป็นของประชากรของเรา
กิเดโอนเมือได้ชัยชนะเหนือคนมีเดียนและลูกหลานชาวอิชมาเอล ท่านได้นำเครื่องใช้ต่างๆทำด้วยทองคำ เป็นเครื่องใช้ที่เกี่ยวข้องกับรูปเคารพของชาวต่างชาติ มาหลอมเป็นเอโฟดของปุโรหิต ความหวังดีที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์นั้นพระคัมภีร์บรรยายว่า กลับกลายเป็นบ่วงดักกิเดโอนในบั้นปลายชีวิต เมื่อสิ่งของเหล่านั้น อิสราเอลไดนำมาเป็นรูปเคารพ การเข้าโจมตีชนชาติต่างๆของอิสราเอลในหลายๆครั้งในพระคัมภีร์พระเจ้าจึงให้ทำลายเผาให้สิ้นซาก
คริสตจักรของพระเจ้าจึงควรไร้รูปเคารพ อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับพิธี ลวดลายจิตกรรมที่เกี่ยวข้อง โดยเห็นแก่พระเจ้าของเราพระองค์เป็นพระเจ้าที่หวงแหน โดยวัฒธรรมของชาวต่างชาติ มีการสอนร่ายรำเพื่อบูชาเทพเจ้า บุตรหลานผู้ที่เชื่อควรเรียนหรือไม่ ชาติที่ว่านั่นคือเมืองไทยการสอนร่ายรำนั้นเพื่อการบูชา รูปเคารพ อย่าลืมนะครับพระเจ้าทรงหวงแหน
วิหารเริ่มถูกสร้างครั้งที่สองในราวปี..530 ก่อนคริสตกาล โดยเริ่มสร้างในยุคของกษัตรย์ไซรัสแห่งอณาจักรเปอร์เซีย ซึ่งอณาจักรยูดาห์เป็นเพียงมณฑลการปกครองหนึงเท่านั้น ต่อมาในปี 331-167 ก่อนคริสตกาล ยูดาตกเป็นเมืองขึ้นของอณาจักรกรีก วิหารหลังนี้ ถูกชาวกรีกเข้ายึดในยุคที่อณาจักรกรีกเรืองอำนาจ และประมาณปี 175-164 ก่อนคริสตกาล กษัตริย์แอนติโอคุส อีพิฟานิส แห่งกรีก ได้ข่มเหงชาวยิว อย่างทารุณ ได้เปลี่ยนแปลงบทบัญญัติต่างๆของยิวรวมถึงได้นำเทพเจ้าของตนมาวางไว้ ณ ที่วิหารพระเจ้า พระธรรมดาเนียลกล่าวถึงรูปเคารรพนี้ว่าเป็นสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียน พระธรรมดาเนียลได้พยากรณ์ก่อนเหตุการณ์นี้เกิดราว 500 ปีว่า กองทัพของเขาจะมาทำสถานนมัสการ คือป้อมปราการให้เป็นมลทินและจะให้ เลิกเครื่องเผาบูชาเนืองนิตย์นั้นเสีย และเขาทั้งหลายจะตั้งสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียน ซึ่งกระทำให้เกิดความวิบัติ ขึ้น
ภาพนี้เป็นเงาของเหตุการณ์จะเกิดในอนาคตเช่นกัน พระเยซูตรัสถึงในวาระสุดท้ายว่า15 “เหตุฉะนั้นเมื่อท่านทั้งหลายเห็นสิ่งอันน่าสะอิดสะเอียน ซึ่งกระทำให้เกิดความวิบัติ ตามพระวจนะที่ตรัสโดยดาเนียลผู้เผยพระวจนะนั้นตั้งอยู่ในสถานบริสุทธิ์ (ให้ผู้อ่านเข้าใจเอาเถิด) 16 เวลานั้นให้ผู้ที่อยู่ในแคว้นยูเดียหนีไปยังภูเขา
เหตุการณ์ที่กล่าวถึงโดยคำพยากรณ์ขอดาเนียลจึงมีความหมายถึงในช่วงเวลาการครอบครองของอณาจักรกรีก และการเข้ามานั่งในในวิหารในปลายยุคของพระคริสต์เท็จด้วย
ปี 167 ก่อนคริสตกาล ยูดาสแมคคาบี ได้นำอิสราเอลเข้าต่อสู้กับกรีกเพื่อปลดแอกทาส ชาวยิวเป็นอิสระเพียง 100 ปีก็อ่อนแอลงและ พ่ายแพ้ต่ออณาจักรโรมมัน ในยุคสมัยของกษัตริย์เฮโรดผู้เป็นตัวแทนอณาจักรโรมเข้ามาปกครองอิสราเอล ท่านหมายจะเอาใจชาวยิว ท่านจึงขยายอณาเขตของพระวิหารไปสองเท่า และสร้งอย่างโอ่อ่าตระการ แต่อย่างไรก็ตามไม่ปรากฏเกี่ยวกับพระสิริของพระเจ้าประทับท่ามกลางวิหารเช่นยุคของซาโลมอน พระวิหารสร้างแล้วเสร็จประมาณปีที่ 15 ก่อนการบังเกิดของพระเยซูคริสต์
การสร้างวิหารหลังที่สามในยุคสุดท้ายจึงเป็นเหตุการณ์ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง และเมื่อหากวิหารหลังที่สามถูกวางรากลงที่ภูเขาโมริยาห์ และสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนถูกตั้งขึ้น เป็นสัญญาณที่เราต้องเริ่มนับวันเวลากันตามที่พระธรรมดาเนียลได้กล่าวไว้
พระธรรมดาเนียล12:11 และตั้งแต่เวลาที่ให้เลิกเครื่องเผาบูชาเนืองนิตย์เสียนั้น และให้ตั้งสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียน ซึ่งกระทำให้เกิดความวิบัติ ขึ้น จะเป็นเวลาหนึ่งพันสองร้อยเก้าสิบวัน
รูปเคารบกับนิเวศน์ของพระเจ้านั้นอยู่เคียงคู่กันไม่ได้ คริสเตียนไม่สามารถรับใช้พระเจ้าได้หากพนมมือต่อรูปเคารพซึ่งเป็นที่น่าสะอิดสะเอียนพระธรรมวิวรณ์บทที่.2:20 ได้กล่าวต่อว่าคริสตจักรเมืองธิยาทิราว่า แต่เรามีข้อที่จะต่อว่าเจ้าบ้าง คือพวกเจ้าทนฟังผู้หญิงชื่อเยเซเบล ที่ยกตัวขึ้นเป็นผู้เผยพระวจนะ หญิงนั้นสอนและล่อลวงผู้รับใช้ของเราให้ล่วงประเวณี และให้กินของที่บูชาแก่รูปเคารพแล้ว
นั้นหมายถึงคริสตจักรในเวลาที่ใกล้สิ้นยุคจะมีคริสตจักรทีมีวิญญาณนี้เกิดขึ้น คือหันไปปรนณิบัติรูปเคารรพเพราะการถกล่อลวง ในยุคสุดท้ายควรเป็นเวลาที่คริสตจักต้องเข้มแข็ง และต้องมีการทรงเจิมที่ต่างจากหลายร้อยปีที่ผ่านมา เพราะนั่นหมายถึงเรากำลังจะเข้าสู่ช่วงที่พระคัมภีร์เรียกว่าช่วงฝนตกชุกปลายฤดู จำเป็นที่คริสตจักรต้องรื้อฟื้นปฎิรูป ต่างจากคริสตจักรที่ดำเนินมา
ในปี คศ 70 วิหารของพระเจ้าที่เยรูซาเล็มถูกทำลาย โดยฝีมือของทหารโรมมัน ชาวยิวนับล้านถูกฆ่าจนสิ้นชนชาติและอีกหลายคนถูกจับไปเป็นทาสที่อียิปต์ มีเพียงบางกลุ่มที่เชื่อในคำพยารณ์ของพระเยซูซึ่งบันทึกในพระธรรมลูกาบทที่ 21ว่า 20 “เมื่อท่านเห็นกองทัพมาตั้งล้อมรอบกรุงเยรูซาเล็ม เมื่อนั้นท่านจงรู้ว่าวิบัติของกรุงนั้นก็ใกล้เข้ามาแล้ว 21 เวลานั้นให้ผู้ที่อยู่ในแคว้นยูเดียหนีไปยังภูเขา และผู้ที่อยู่ในกรุงให้ออกไป และผู้ที่อยู่บ้านนอกอย่าให้เข้ามาในกรุง 22 เพราะว่าเวลานั้นเป็นวันลงโทษ เพื่อจะให้สิ่งสารพัดที่เขียนไว้นั้นสำเร็จ 23 ในวันเหล่านั้นวิบัติแก่หญิงที่มีครรภ์ หรือมีลูกอ่อนกินนมอยู่ เพราะว่าจะมีความทุกข์ร้อนใหญ่หลวงบนแผ่นดิน และจะทรงพระพิโรธแก่พลเมืองนี้ 24 เขาจะล้มลงด้วยคมดาบและต้องถูกกวาดเอาไป เป็นเชลยทั่วทุกประชาชาติ และคนต่างชาติจะเหยียบย่ำกรุงเยรูซาเล็ม จนกว่าเวลากำหนดของคนต่างชาตินั้นจะครบถ้วน .ผู้ที่ระลึกถึงคำพยากรณ์ในตอนนี้ได้หนีไปทางยุโรบ
การทำลายพระวิหารมีผลทำให้ศาสนายิวเหมือนขาดที่พึ่งทางใจ แต่นั่นเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าเพราะพระเจ้าเลือกที่จะไม่ใช้วิหารของพระองค์ นี่เป็นการถูกทำลายในครั้งที่สองเป็นการทำลายอย่างย่อยยับ ตามที่พระเยซูคริสต์ได้พยากรณว่าศิลาเหล่านั้นก็จะไม่วางซ้อนทับกัน ทหารโรมมันได้เอาหินทุกก้อนในวิหารมาเผาเพื่อหาทองคำ พระเจ้าไม่ได้ใช้วิหารแต่พระเจ้าทรงใช้ คริสตจักร คริสตจักรที่ขับเคลื่อนด้วยพระวิญญาณของพระเจ้า
คริสตจักรยุคแรกเริมต้นขึ้นโดยอัครสาวก ซึ่งเป็นผู้วางรากฐานคริสตจักร คริสตจักรในยุคแรกนั้นใช้เวลา 300 ปี แล้วเขาก็สามารเปลี่ยนโลกได้ นี่คือฝนแห่งพระพรในสมัยแรก สิ่งที่น่าสนใจคือ คริสตจักรยุคแรกเป็นอย่างไรหลายคนอาจคิดว่า มียุทธศาสตร์การวางแผนทำงานอย่างไรใครเป็นศิษยาภิบาล มีแหล่งเงินจกองค์กรณ์ที่ไหนสนับสนุนบ้าง มีแผนการเล่นการหรือปล่าว ก่อนรู้จักคริสตจักรยุคแรกเราต้องลืมคำถามเหล่านี้ไปก่อน มาเริ่มกันใหม่ว่า คริสตจักรที่พระเจ้าสถาปนาขึ้นและใช้เวลา 300 ปีเปลี่ยนโลกนั้นเกิดอะไรขึ้นเพราะนี่คือคริสตจักรแบบที่พระเจ้าต้องการจริงๆ
พระเยซูได้ตรัสพระมหาบัญชาแก่สาวในพระธรรม กจ 1:8 กล่าวว่าแต่ท่านทั้งหลายจะได้รับพระราชทานฤทธิ์เดช เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จมาเหนือท่าน และท่านทั้งหลายจะเป็นพยานฝ่ายเราในกรุงเยรูซาเล็ม ทั่วแคว้นยูเดีย แคว้นสะมาเรีย และจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก
หลังจากพระมหาบัญชานั้นเหล่าสาวกจึงรวมตัวกันเพื่ออธิษฐานของพระราชทานฤทธ์เดชพระวิญญาณบริสุทธิ์พระคัมภีร์ได้บรรยายว่า..
1 เมื่อวันเทศกาลเพ็นเทคอสต์มาถึง จำพวกศิษย์จึงรวมอยู่ในที่แห่งเดียวกัน 2 ในทันใดนั้นมีเสียงมาจากฟ้าเหมือนเสียงพายุกล้าสั่นก้องทั่วตึกที่เขานั่งอยู่นั้น 3 มีเปลวไฟสัณฐานเหมือนลิ้นปรากฏแก่เขากระจายอยู่บนเขาสิ้นทุกคน 4 เขาเหล่านั้นก็ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ จึงตั้งต้นพูดภาษาอื่นๆตามที่พระวิญญาณทรงโปรดให้พูด
หลังจากนั้นเปโตรได้ลุกขึ้เป็นพยานถึงแผนการพระเจ้าผ่านทางชีวิตของพระเยซู ในครั้งนั้นมีคนกลับใจ นับเป็นผู้ชายได้3000 คน และการประกาศอีกครั้งต่อมามีผู้ชายกลับใจถึง 5000 คนที่กรุงเยรูซาเล็ม
การเกิดผลเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีหลายเหตุผลด้วยกันที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ การประกาศช่วงแรกที่กรุงเยรูซาเล็มนั้นเชื่อว่ามีคนนับหมื่นที่เชื่อ ในจำนวนผู้เชื่อหลายคนเคยตะโกนว่าเอาพระเยซูไปตรึง และหลายคนได้ไปเยี่ยมอุโมงค์ที่ว่างเปล่าของพระเยซู เพื่อพิสูจน์ความเป็นพระเจ้าของพระองค์ และคริสตจักรก็ได้เริ่มเติบโตขึ้น
พระธรรมกิจการบทที่ 2:42-47 ได้กล่าวว่า
เขาทั้งหลายได้ขะมักเขม้นฟังคำสอนของจำพวกอัครทูตและร่วมสามัคคีธรรม ทั้งขะมักเขม้นในการหักขนมปังและการอธิษฐาน 43 เขามีความเกรงกลัวด้วยกันทุกคน และพวกอัครทูตทำการอัศจรรย์ และหมายสำคัญหลายประการ 44 บรรดาผู้ที่เชื่อถือนั้นก็อยู่พร้อมกัน ณ ที่แห่งเดียว และทรัพย์สิ่งของของเขาเหล่านั้นเขาเอามารวมกันเป็นของกลาง 45 เขาจึงได้ขายที่ดินและทรัพย์สิ่งของ มาแบ่งให้แก่คนทั้งปวงตามซึ่งทุกคนต้องการ 46 เขาได้ร่วมใจกันไปในพระวิหาร และหักขนมปังตามบ้านของเขา ร่วมรับประทานอาหารด้วยความชื่นชมยินดีและใจกว้างขวาง ทุกวันเรื่อยไป 47 ทั้งได้สรรเสริญพระเจ้าและคนทั้งปวงก็ชอบใจ ฝ่ายองค์พระผู้เป็นเจ้า ได้ทรงโปรดให้คนทั้งหลายซึ่งกำลังจะรอด มาเข้ากับพวกสาวกทุกวันๆ
การรับใช้ด้วยการออกสามัคคีธรรมทุกวัน หักขนมปัง และถวายจนหมดตัว เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อเราคิดถึงแรงจูงใจของผู่เชื่อในสมัยนั้นคงไม่มีอะไรน่าเชื่อไปกว่า ทุกคนเชื่อว่าพระเยซูทรงเป็นพระเจ้าอย่างมั่นใจ หรือ เชื่อว่าเขาจะได้เห็นพระอค์ในช่วงชีวิตของเขา นี่เป็นแรงปารถนาอันแรงกล้าที่รับใช้พระเจ้าในผู้เชื่อยุคแรกนั้น
คริสตจักรในยุคแรกขยายอย่างรวดเร็วพร้อมการข่มเหงที่หนักหน่วง คำสอนและการลึกซึ้งถึงศาสนศาสตร์เกิดขึ้นพระเจ้าทรงสำแดงฤทธิ์เดชและการอัศจรรย์ผ่านผู้ทีเอ่ยพระนามของพระเยซู คริ$ตจักรขยายไปตามหัวเมืองต่างๆภายในหนึ่งชั่วอายุคน เราเห็นแบบอย่างในคริสตจักรยุคแรกคือ คริสตจักรไม่มีชื่อคริสตจักรที่ให้เกียรติคณะนิกายหรือบุคคลใดๆ แต่เป็นคริสจักรของพระเจ้าประจำเมืองต่างๆเช่นคริสตจักรเมืองเอเฟซัส คริสตจักรเมืองสะเมอร์นา คริสตจักรเมืองฟิลิปปี โดยการเริ่มคริสตจักรมีอัครฑูตเป็นผู้วางรากฐานคริสตจักรเมืองต่างๆ แม้นในช่วงแรกจะมีการสอนที่เข้มข้นเน้นต่างกันระหว่างกลุ่มอัครฑูตของพระเยซูซึ่งนำโดยเปโตรและอัครฑูตใหม่แบบเปาโลหรืออาจารย์สอนที่มีชื่ออย่างอปอลโลคริสตจักรก็เป็นชื่อเดียวประจำเมือง ในปีคริสตศักราช 80 อัครทูตหลักอย่างเปโตรและเปาโลสิ้นชีวิตลง คริสตจักรถูกรวบรวมเป็นหนึ่งโดยอัครทูตยอห์นอัครสาวกคนสุดท้ายที่มีชีวิต ท่านรวมคริสตจักรทุกเมืองเข้ามาเชื่อมด้วยความรัก แม้นในสภาพแวดล้อมนั้นเต็มไปด้วยการข่มเหงคริสเตียนที่คุกรุ่นอยู่
คริสตจักรคือพระกายของพระคริสต คริสตจักรมิใช่ตัวอาคารสถานที่ แต่เป็นการร่วมสามัคคีธรรมของผู้ที่เชื่อในพระเยซูคริสตสร้างอณาจักรของสวรรค์ท่ามกลางโลกพระคัมภีร์มิได้บรรยายมากไปกว่านี้ถึงบรรยากาศการรับใช้ แต่มีหนังสือหลายเล่มที่กล่าวถึงบรรยาการการรับใช้ในสมัยนั้น
นักบุญคลีเม้นท์ แห่งอเล็กซานเดรีย(Clement of Alexandria)ท่านได้บันทึกถึงสิ่งที่ท่านพบเจอเมื่อไปร่วมกลุ่มในคริสตจักรในปี คริสตศํกราช 250 ที่ผู้เชื่อยังคงต้องแอบพบปะกันตามบ้าน
ในเย็นวันเสาร์มีการรวมกลุ่มของผู้ที่ร้องเพลงสรรเสริญออกพระนามพระเยซู บรรดาบุตรีทั้งลายของพระเจ้านำในการเต้นรำเป็นวงกลมอย่างชื่นบาน บรรดาสมาชิกที่มาล้วนเป็นผู้ที่ชอบเต้นรำ เพลงที่ใช้เป็นเพลงแห่งการสรรเสริญ พวกผู้หญิงดีดพิณ บรรยากาศประหนึ่งว่าทูตสวรรค์ของพระเจ้าเริงอยู่ท่ามกลางที่นั่น ผู้เผยพระวจนะต่างก็ปลดปล่อยถ้อยคำที่พระเจ้าแตะต้องจิตใจออกมา เมื่อเพลงเริ่มช้าลงหลายคนก็คุกเข่าต่อพระเจ้า คนส่วนมากชูมือสรรเสริญพระเจ้า ความรู้สึกถึงการทรงสถิตของพระเจ้าปกคลุมทั่วบริเวณนั้น และจิตใจเราก็เอ่อล้นด้วยการกระหายที่จะนมัสการ หลังจากร้องเพลงกันพักหนึ่งอาหารก็เริ่มถูกนำออกมา ผู้คนหาที่นั่งและเตรียมเข้าสูการร่วมโต๊ะ ผู้หญิงคนหนึ่งจุดเทียนและอธิษฐานขอบคุณพระเจ้า แล้วหนึ่งในผู้นำกส่งถ้วยอวยพรไปให้รอบๆเพื่อทุกคนสามารถดื่มในถ้วยนั้น จากนั้นเขาก็หยิบขนมปังส่งให้ทุกคนอีกเช่นกัน นี่คือมื้ออาหารขององค์พระผู้เป็นเจ้า
ในช่วงการรับทานอาหารนั้นเป็นโอกาสที่ผู้เชื่อเริ่มสนทนาเรื่องเกี่ยวกับพระเจ้า แบ่งปันคำพยาน ถกกันในเรื่องพระวจนะ และหนุนน้ำจึ่งกันและกัน หลังอาหารเพลงนมัสการได้เริ่มขึ้นอีก บรรยากาศเข้มข้นขึ้นด้วยการทรงสถิตของพระวิญญาณปรากฎขึ้นที่นั่น เหมือนกับการทรงสถิตของพระเจ้าที่พลับพลาโมเสส หรือวิหารของซาโลมอน บางคนต้องทรุดตัวลงกับพื้นนมัสการพระเจ้า บางคนยกมือเขาต้อนรับพระองค์ ผู้หญิงคนหนึ่งให้ถ้อยคำแห่งความรู้เพื่อการเยียวยา ชายคนหนึ่งชมือขึ้น ผู้คนร่วมอิษฐาน เขาหายโรคทันที มีคนหนึ่งร้องเพลงบทใหม่ถวายพระเจ้า ความไพเราะการเจิมแตะต้องหัวใจบางคนเริ่มร้องให้ มีการปลดปล่อยถ้อยคำแห่งความรู้และคำพยากรณ์ มีการพูดภาษาแปลกๆและแปล ชายคนหนึ่งอธิษฐานเผื่อผู้ทีมาเยี่ยม เขามาเพราะเขามีลูกสาวที่ต้องตาบอดเพราะโรคร้าย คณะผู้ปกครองได้ร่วมกันอธิษฐานเผื่อและเด็ก หญิงคนนั้นก็เริ่มร้องให้และตะโกนด้วยน้ำตานองหน้าว่า ฉันมองเห็นแล้วๆ แม่ของเธอกอดเธอไว้ และเพียงครู่เดียวทั้งครอบครัวก็ได้มอบหัวใจให้กับพระเยซูเจ้า
อิเรเนียส ได้เขียนคำพยานของตนขึ้นในปี คศ 195 กล่าวว่า
การเผยพระวจนะ การพูดภาษาแปลกๆ และการรักษาโรคอย่างอัศจรรย์ เป็นเรื่องธรรมดา และท่านได้กล่าวยืนยันอีกว่า ที่คริสตจักรเราจะเห็นคนเป็นขึ้นจากความตายบ่อยๆด้วยคำอธิษฐานของบรรดาผู้ชอบธรรม
คริสตจักรมีการพบปะเช่นนี้นับร้อยๆกลุ่มในกรุงเยรูซาเล็ม ในเมืองเอฟัส เมืองอันทิโอก หรือที่กรุงโรม นี่คือลักษณะของคริสตจักรยุคแรกที่พลิกโลกได้
คริสตจักรถูกต่อต้านจากอณาจักรโรมอย่างมาก โดยเฉพาะในยุคของกษัตริย์เนโร คริสเตียนหลายคนถูกนำไปฆ่าและสู้กับสิงห์โต อนุสรณ์สถานที่เป็นพยานถึงการข่มเหงในครั้งนั้นยังคงตั้งตระหง่านให้เราได้สัมผัส
........บรรยายการข่มเหงและโคโลเซียมความตายที่เกิดกับสาวกพระเยซู............
นักบุญทอมัสอัครสาวก (ภาษาอังกฤษ: Thomas the Apostle; Judas Thomas; Doubting Thomas; Didymus) เป็นนักบุญในคริสต์ศาสนาและเป็นมรณสักขีหรือผู้พลีชีพเพื่อศาสนา เสียชีวิตเมื่อราว ค.ศ. 72 ใกล้เมืองเช็นนัยในประเทศอินเดีย
นักบุญสตีเฟน “ผู้พลีชีพคนแรก” (Protomartyr) ถูกขว้างด้วยก้อนหินจนตาย ราวปี ค.ศ. 35
- นักบุญเจมส์ ลูกของเซเบดี ถูกตัดหัวราวปี ค.ศ. 44
- นักบุญฟิลลิปอัครสาวก ถูกตรึงกางเขนเมื่อปี ค.ศ. 54
- นักบุญแม็ทธิวอีแวนเจลลิส ถูกฆ่าด้วยหอกหัวขวานเมื่อปี ค.ศ. 60
- นักบุญเจมส์ผู้ยุติธรรม ถูกซ้อมตายด้วยพลองหลังจากถูกตรึงกางเขนและขว้างด้วยหิน
- นักบุญแม็ทไธยัส ถูกขว้างด้วยก้อนหินและตัดหัว
- นักบุญแอนดรูว์ ถูกตรึงบนกางเขนรูป “X”
- นักบุญมาร์คอีแวนเจลลิส ถูกซ้อมตาย
- นักบุญปีเตอร์ ถูกตรึงกางเขนหงายเท้า
- นักบุญพอลแห่งทาซัส ถูกตัดหัวที่โรม
- นักบุญจูดอัครสาวก ถูกตรึงกางเขน
- นักบุญบาร์โทโลมิว ถูกตรึงกางเขน
- นักบุญทอมัสอัครสาวก ถูกฆ่าด้วยหอก
- นักบุญลูคอีแวนเจลลิส ถูกแขวนคอ
- นักบุญไซมอนซีลลอท ถูกตรึงกางเขนเมื่อปี ค.ศ. 74
.ถึงการข่มเหงจะมีมากมาย แต่บรรยากาศในการพบปะของคริสตจักรยุคแรกยังคงดำเนินต่อไปด้วยใจร้อนรนและด้วยความรักต่อกันและกันเสมอเป็นครอบครัวเดียวกัน จนผู้ข่มเหงกล่าวต่อกันด้วยความท้อใจว่าพวกเขาช่างรักกันเหลือเกิน
ความเชื่อในพระคริสต์ได้กระจายทั่วไปในหมู่คนชั้นสูงของโรมมัน หลายคน เชื่อว่าการประกาศในคุกของเปาโลมีผลต่อกลุ่มทหารและทหารหลายคนมีประสบการณ์กับพระเจ้าและต่อมาคนเหล่านี้เป็นคนชั้นสูงของโรม ในยุค คศ 300 โรมมันปกครองโดยกษัตริย์ คอนแสตนติน กษัตริย์ทรงอ้างว่าตนนับถือศาสนาคริสต์ พระองค์ประสงค์ให้ความเชื่อในพระเยซูนั้นเป็นเรื่องที่ถูกกฎหมาย และสิ้นสุดการข่มเหงที่โรมมันไม่เคยได้รับชัยชนะ แต่เพื่อแลกกับการสนับสนุนของพระองค์ กษัตริย์ทรงเรียกร้องให้มีการควบคุมมหาปุโรหิต
_ในปี _คศ 325 `มีการเรียกประชุมสภาไนเซียขึ้นและ เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง อันนำมาถึงการตายไปของคริสตจักรยุคแรก นี่คือกลลวง เพื่อทำลายความเชื่อคริสเตียน หรือ ความปราณีปรานอมอย่างรู้เท่าไม่ถึงกาล
คริสตจักรภายหลังการประชุมของสภาไนเซีย พระองค์ทรงทำให้การประชุมตามบ้านนั้นผิดกฎหมาย พระองค์สั่งให้คริสเตียนต้องมาประชุมในโบสถ์วิหาร อันเป็นวิหารอันหรูหราที่พระองค์สร้างไว้ทั่วอณาจักร คริสตจักรตามบ้านได้หมดไป
พระองค์ทรงสั่งให้คริสตจักรมีรูปแบบการดำเนินการใหม่ โดยดึงรากความเชื่อของยิวออก และใส่ความเชื่อลัทธิต่างๆซึ่งเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีของโรมมันเข้าไป เปรียบได้กับการหย่าขาดจากยิว สู่การสมรสกับลัทธิความเชื่อของโรมมัน
วันเทศกาลพิธีต่างๆของยิว เป็นเรื่องที่ไม่ถูกยอมรับ เทศกาลถูกจัดตามเทศกาลของยิว เช่นสะบาโต ถูกเปลี่ยนมาเป็นวันอาทิตย์ตามลัทธิบูชาดวงอาทิตย์ หรือวันฉลองเทศกาลบูชาไฟ ในเดือนธันวาคม ถูกเปลี่ยนเป็นคริสมาสฉลองวันเกิดพระเยซู ซึ่งในความเป็นจริงพระเยซูทรงประสูติเดือนมิถุนายน จากการไม่ยอมรับรากฐานของยิวจึงตั้งเป็นคริสเตียนแนวทางใหม่คือ คริสเตียนในแนวทางของโรม ซึ่งเราเรียกว่า โรมมันแคทอลิก
เป็นที่ทราบในประวัติศาสตร์ว่าชาวโรมมันเป็นชาติที่มีความภาคภูมิใจในเชื้อสายตน ยากที่จะยอมรับความเชื่อแบบยิว ยิ่งไปกว่านั้น ชาวโรมมันเป็นผู้กำจัดประเทศอิสราเอลให้หายไปจากแผนที่โลกนับตั้งแต่คริสตศักราชที่ 70 การมายอมรับในความเชื่อแบบยิวนั้นเป็นเรื่องที่ยอมรับยากจึงเป็นการง่ายกว่าถ้าจะดึงรากวัฒนธรรมดั้งเดิมของพระเจ้าออกเพื่อผสมผสานกับโลก
การนมัสการถูกเปลี่ยนรูปแบบไหม่ จากการนมัสการตามการทรงนำของพระวิญญาณ เป็นการนมัสการตามกฎระเบียบพิธีกรรมทางศาสนา และพิธีรีตรองต่างๆ ตามลัทธิของชาวโรมมัน ศาสนิกชนทั่วไปที่เป็นสมาชิกคริสตจักรมาคริสตจักรเพียงเพื่อเป็นผู้ชม และปฎบัติศาสนกิจ ไม่ได้เข้าใจถึงหัวใจการนมัสการ ชนชั้นใหม่ๆเกิดขึ้นในศาสนาเพื่อการปกครอง การถกปัญหาพระคัมภีร์และการมีความรู้ที่ลึกซึ้งในพระวจนะไม่มีอีกต่อไป เพราะผู้เป็นฆาราวาสนั้นไม่มีสิทธิอ่านพระวจนะ แน่นนอนว่าพระคัมภีร์ของยิวนั้นแทบไม่มีบทบาท รวมถึงการสร้างการบูชาพระใหม่ๆขึ้นเช่นพระแม่มารีย์
เมื่อคริสตจักรหย่าขาดจากยิว แต่งงานกับลัทธิของโลก พระวิญญาณของพระเจ้าก็พรากไปจากคริสตจักร ในปี คศ 500 ไม่มีคริสตจักรในรูปแบบคริสตจักรสมัยแรกเหลืออยู่เลย กฎบัญญัติที่ครอบไว้ครอบจนมิด และการถอดออกนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ผลก็คือในคริสตจักรยุคกลางนั้นดำดิ่งสู่ความมืด
คริสตจักรที่เต็มไปด้วยความรัก ความเป็นหนึ่งเดียวกันในความเชื่อ และเปี่ยมด้วยฤทธิ์เดช ก็จางหายไปไม่มีการทำงานของอัครฑูต ผู้เผยพระวจนะ ครูอาจารย์สอนด้วยคำสอนที่ปราณีปรานอมกับโลก การประกาศเปลี่ยนเป็นการบีบบังคับให้รับความเชื่อ ทำให้มีผู้เชื่อแต่เปลือกมากมาย ในอณาจักรโรมมันและผู้นำฝ่ายวิญญาณกลับเป็นกลุ่มผู้เข้ามาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ และเกียรติ ไม่ได้ยำเกรงพระเจ้า และได้ทำบทบัญญัติต่างๆขึ้นมาซึ่งไม่มีในพระคัมภีร์
ลัทธิมิทราของอณาจักรโรม ผู้นำลัทธิเรียกว่าคุณพ่อ หรือ ปาป้า ถือไม้เท้าหัวโค้งของคนเลี้ยงแกะและกุญแจ ถูกนำมาตั้งเป็นตำแหน่งตำแหน่งสูงสุดของลัทธิใหม่แห่งโรมคือเพื่อปกครองคริสตชนและผู้เชื่อในพระเจ้า เขาปกครองวิหารของเขาที่สำนักวาติกันในกรุงโรม มีอำนาจสูงและมีอิทธิพลเหนือกษัตริย์ในยุโรบ
ไม่มีอัครฑูต ไม่มีผู้เผยพระวจนะ การทรงเจิมของพรเจ้าจึงมิได้อยู่กับคริสตจักร แต่เป็นการปกครองแบบมนุษย์ คริสตจักรเปลี่ยนไป หัวใจสำคัญตรงไหนทีขาดหายไปนั่นคือคำถาม ถ้าไม่สามารถหาคำตอบได้ กาลเวลาก็ลากเราดำดิ่งสู่ช่วงที่เรียกว่า ยุคมืด ดังที่พระคัมภีร์กล่าวว่า ประชากรเราตาย เพราะขาดความรู้ และเป็นเวลานับพันปีที่คนไม่สามารถตอบได้ว่าจะแสวงหาความรอดที่ถูกได้อย่างไร
ในยุคมืดประชากรของพระเจ้าขาดความรู้ และหลงเจิ่นไปกับลัทธิที่ผสมผสานความเชื่อคริสเตียนเข้าไป ไม่มีพระคัมภีร์ให้อ่าน ผู้รับใช้พระเจ้าที่สัตย์ซื่อหลายคนกลายเป็นผู้นอกรีด เพราะไม่ได้ปฏิบัติามกฎบัญญัติ ทีชาวลัทธิตั้งขึ้น
คริสตจักรได้รับความรู้แบบเปลือก ปฏิเสธการรอดด้วยพระคุณและควมเชื่อและปฎิเสธฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณ หันกลับไปนับถือจารีตประเภณี และนมัสการรูปเคารพ มีหลายชีวิตที่ต้องสังเวยความโหดร้ายของศาสนจักรในยุคนั้น ศาสน จักรปกครองด้วยกฎเหล็ก และมีอำนาจต่อรองระดับประเทศ ศาสนจักรแทรกแซงถลำลึกไปถึงการสอนเพื่อสร้างสงครามครูเสด เป็นสงครามที่ยืดเยื้อนับร้อยปี
ในยุคที่เรามีการพิมพ์พระคัมภีร์ และค้นคว้าความรู้ในทางศาสนศาสตร์อย่าง วิธีการรับใช้ของคริสตจักรยุคแรกที่เป็นแบบอย่าง และความรู้พระเจ้ากลับเข้ามาเมฆหมอกที่มืดมิดที่ปกคลุมโลก ก็เริ่มจางหายไปชีวิตกำลังกลับมายังคริสตจักรอีกครั้ง และคริสตจักรที่พร้อมขับเคลื่อนโลกก็เริ่มขึ้น
ในศตรรวษที่ 15 มาตินลูเธอร์ ลุกขึ้นต่อต้านศาสนจักรโดยกล่าวหาว่าสอนผิดจากพระคัมภีร์ และตั้งนิกายใหม่ที่ถูกเรียกว่านิกายโปรแตสแตน์ ที่แปลว่ากบฎ คริสเตียนนิกายโปรแตสแตนท์ปฎิวัติในทางความเชื่อ มีการฟื้นฟูในเรื่องพระคัมภีร์ หลักศาสนศาสตร์พระคัมภีร์ถูกค้นคว้าศึกษามากขึ้น โดยเฉพาะการรวมพระคัมภีร์ในยุค กษัตริย์เจมส์ ในปี คริสตศักราชที่ 1611 เป็นพระคัมภีร์ที่ถูกยอมรับทั่วโลก และเป็นรากฐานพระคัมภีร์ที่ถูกแปลไปเป็นภาษาอื่นๆ ความรู้ในพระเจ้าเริ่มกลับคืนมาสู่ประชากรที่หลงเจิ่นออกไป
เมื่อความรู้เริ่มทวีขึ้นเราพบว่าสิ่งที่จำเป็นสำหรับคริสตจักรก็คือการรับใช้ร่วมกันเพื่อเสริมสร้างกันในพระกายพระคริสต์เจริญขึ้นสู่ความไพบูลย์ของพระคริสตผู้เป็นศรีษะ .ของประทานทั้งห้าที่เป็นของประทานของพระคริสต์ที่ประทานให้เพื่อบริหารคริสตจักรในยุคแรก เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องได้รับการศึกษาหากเราประสงค์ให้เกิดการฟินฟูเช่นคริสตจักรในยุคแรกนั้น
พระคัมร์กล่าวถึงเคล็ดลับในการเกิดผลด้วยการทำงานร่วมกันตามของประทานทั้งห้าในพระธรรมเอเฟซัสบทที่ 4:11-13 กล่าวว่า 11ของประทานของพระองค์ ก็คือให้บางคนเป็นอัครทูต บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ บางคนเป็นผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ บางคนเป็นศิษยาภิบาลและอาจารย์ 12เพื่อเตรียมธรรมิกชนให้เป็นคนที่จะรับใช้ เพื่อเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์ให้จำเริญขึ้น 13จนกว่าเราทุกคนจะบรรลุถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อ และในความรู้ถึงพระบุตรของพระเจ้า จนกว่าเราจะโตเป็นผู้ใหญ่เต็มที่ คือเต็มถึงขนาดความไพบูลย์ของพระคริสต์
ของประทานและบทบาทในการกระทำตามของประทานนั้นสำคัญมาก เป็นเรื่องที่คริสตจักรน่าจะคำนึงถึงเป็นอันดับต้นๆเพื่อวางรากฐานคริสตจักรที่สมบูรณ์ คริสตจักรที่เติบโตอย่างมั่นคงและสมบูรณ์คือคริสตจักรที่ทุกคนทำตามหน้าที่ของประทานตนให้ความสำคัญของตนเอง มีความเข้าใจวิธีการใช้ของประทานและพัฒนา คริสตจักรจึงเติบโตอย่างแข็งแรง ความเชื่อในการทำงานตามของประทาทั้งห้าในคริสตจักรหมายถึงทุกคนมีคุณค่าและถูกพระเจ้าเรียกมาอย่างมีวัตถุประสงค์
ของประทานทั้ง_5 ทำงานเปรียบเสมือนอวัยวะของร่างพระกายและร่างกายนั่นคือคริสตจักร ผู้ประกาศเปรียบเสมือนปากที่นำอาหารเข้าสู่ร่างกาย คือการนำผู้เชื่อพระเจ้าเข้าสู่คริสตจักร ศิษยาภิบาลเสมือนท้องที่รองรับ การแสดงความรักความห่วงใย ก็ย่อยอาหารสู่ร่างกาย ร่างกายก็เติบโตขึ้น ผู้เผยพระวจนะเสมือนหัวใจ ผู้ เสมือนหัวใจ ที่สำแดงนิมิต น้ำพระทัยพระเจ้า การตุ้นเตือน ให้ไปสู่ทิทางที่ถูกต้อง ร่างกายที่ไม่มีหัวใจ ก็เป็นร่างกายที่ตายซาก ไม่สามารถทำตามน้ำพระทัยพระเจ้าได้ ครูอาจารย์เสมือนปอด ที่ฟอกสิ่งแปลกปลอม มอบออกซิเจนให้แก่ร่างกาย และขงประทานอัครฑูตเสมือนสมองของร่างกายเพื่อสร้างร่างกายและเตรียมคริสตจักรเป็นเจ้าสาวที่บริสุทธิ์ของพระคริสต
เกิดอะไรขึ้นหากของประทานถูกสลับปรับเปลี่ยน เช่นเราลืมของประทานอัครฑูตและผู้เผยพระวจนะไปแล้วเอาของประทานศิษยาภิบาลขึ้มานำ แน่นอนว่า แนวทางของคริสตจักรย่อมเปลี่ยนไป
คริสตจักรตามแนวทางของประทานศิษยาภิบาล คือคริสตจักรที่จดจ่อกับความต้องการของฝูงแกะ เป็นที่พักพึ่งพิงอันดี เราะของประทานศิษยาภิบาลคือการดูแลปกป้อง ให้ความปลอดภัย แต่พระเจ้าต้องการมากกว่าให้เรามีสันติสุข
คริสตจักรของอัครฑูตเป็นคริสตจักรที่จดจ่อกับนิมิต ภาระใจ เพื่อพาคนของพระเจ้าตอบสนองพระเจ้า คนในคริสตจักรจะดำเนินชีวิตตามเป้าประสงค์ของพระเจ้าทำตามแผนการทรงเรียกของแต่ละบุคคล แต่ละบุคคลจะไม่รู้สึกพึงพอใจจนกว่าจะได้ประลุการทรงเรียกคือได้ทำตามของประทานของตนเองดังที่อัครฑูตเปาโลเคยกล่าวว่า แต่ข้าพเจ้าไม่ได้ถือว่าชีวิตของข้าพเจ้ามีค่าหรือประเสริฐสำหรับตัวข้าพเจ้าแต่ข้าพเจ้าขอทำหน้าที่ให้สำเร็จก็แล้วกัน คือการได้ประกาศข่าวประเสริฐอันเป็นพระกิติคุณของพระเจ้านั้น และแนวคิดนี้จะเป็นของคริสตจักรที่สร้างโดยอัครฑูต
คริสตจักรแบบศิษยาภิบาลจึงเป็นคริสตจักรที่มีสมาชิกเป็นผู้รับใช้มือสมัครเล่น รับใช้เป็นงานอดิเรก มาคริสตจักรเพื่อรับกำลังและคำหนุนน้ำใจ ใน ขณะที่คริสตจักรที่นำโดยอัครฑุตเชื่อว่าทุกคนคือผู้รับใช้มืออาชีพทุกคนมีสิทธิฝึกฝนชีวิตเพื่อพระรชกิจพระเยซู และปลดปล่อยของประทานและฤทธิเดชอำนาจเต็มที่ตามพระเยซูกล่าวว่า ฤธานุภาพทั้งสิ้นได้มอบให้แก่ผู้เชื่อแล้ว
คริสตจักรในปัจจุบันส่วนมากที่เราเห็นอยู่ เป็นคริสตจักรที่อัครสาวกไม่เคยจินตนาการถึง เพราะอัครสาวกไม่ได้ตั้งใจจะสร้างคริสตจักรด้วยของประทานศิษยาภิบาลนำหน้าตามที่เราคุ้นเคย เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความกล้าหาญอีกครั้งที่จะกล่าวว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ
ของประทานอัครทูตถูกกล่าวถึงในพระคัมภีร์ใหม่ 87 ครั้ง ประเทศไทยยังไม่มีใครถูกยอมรับ
ของประทานผู้เผยพระวจนะถูกกล่าวถึงในพระคัมภีร์ใหม่ 157 ครั้ง ประเทศไยยังไม่มีใครเป็นถูกยอมรับ
ของประทานผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐถูกกล่าวถึงในพระคัมภีร์ใหม่ 121 ครั้ง มีเกิดขึ้นบ้างแต่น้อยมาก
ของประทานการเป็นอาจารย์ถูกกล่าวถึงนในพระคัมภีร์ใหม่ 3 ครั้ง เราพบครูอาจารย์ทีเขียนหนังสือ และจัดสัมนาวิชาการรวมถึงสอนตามสถาบันศาสนศาสตร์ มีอยู่กลุ่มหนึ่งซึ่งรวมทั่วประเทศมีประมาณห้าร้อยคน เราจะพบครูอาจารย์ที่สอนในคริสตจักรท้องถิ่นช่วงบ่ายวันอาทิตย์ และรวีวาระศึกษาเป็นส่วนมากกว่า ซึ่งความรู้ใน วิชาการพระคัมภีร์นั้นเน้นการศึกษาที่รับมาจากต่างประเทศเพื่อถ่ายทอดสู่บริบทคนไทยเป็นส่วนใหญ่
ของประทานศิษยาภิบาลถูกกล่าวถึงในพระคัมภีร์ใหม่ 1 ครั้ง แต่สำหรับคริสตจักรในปัจจุบันนี่คือตำแหน่งสูงสุด
ศิษยาภิบาลเป็นของประทานที่สำคัญเช่นทุกของประทานในคริสตจักรแต่แน่นอนว่า อ.เปาโลมิได้ตั้งใจจะให้ของประทานเป็นของประทานที่สำคัญที่สุดและเป็นไปได้ว่าศิษยาภิบาลโดยตำแหน่งในปัจจุบันนั้นอาจมีของประทานที่มากกว่าการเป็นเพียงแค่ศิษยาภิบาล เขาอาจจะเป็นอาจารย์หรือมีเมล็ดพันธ์อัครฑูตอยู่ในเขาที่รอการสร้างขึ้น
ที่โรงเรียนพระคริสตธรรมมีจดหมายของนักศักษาฝากถึงอาจารย์ผู้สอนว่า ทำไมสถาบันศาสนศาสตร์ของเราไม่เอาศิษยาภิบาลมาสอนเพราะนัศึกษาต้องเติบโตไปเพื่อเป็นศิษยาภิบาล คำตอบผุดมาในใจของข้าพเจ้าทันทีว่า การมีครูผู้สอนที่แตกต่างหลากหลายในของประทานและมีใจเป็นผู้อภิบาลนั้นเหมาะที่จะสร้างนักศึกษาขึ้นมาในด้านต่างๆอย่างครบถ้วนหากแต่สิ่งที่สะดุดในใจข้าพเจ้ามิใช่คำตอบหรือคำถาม แต่กลับเป็นความมุ่งมายในใจของนักศึกษาแต่ละคนที่ตั้งใจอยากไปเป็นศิษยาภิบาล เขาทำได้แค่นั้นหรือ หรือนี่คือเป้าหมายสูงสุดในการมาเรียน หากเป็นเช่นนั้นคงเป็นที่น่าเสียดายเพราะบางคนเขาอาจมีเมล็ดพันธ์ของผู้เผยพระวจนะ ผู้ประกาศที่นำคนมาเป็นแสนๆ หรืออัครฑูตที่วางรากฐานคริสตจักรมากมาย หรือนักวิชารพระคัมภีร์ คนเหล่านี้เป็นนักศึกษาพระคัมภีร์ที่มีโอกาสพัฒนาตนเองที่สุดเพื่อจะไปมีชีวิตตามวัตถุประสงค์ที่พระเจ้าปารถนา และโลกก็รอคอยคนเหล่านี้ เราควรคิดว่าอย่าได้คาดหวังเพียงแค่สร้างเขาเป็นศิษยาภิบาลตามที่เขาเข้าใจ
ในยุคหนึ่งผู้เชื่อต่างคิดว่าของประทานหลายอย่างที่กล่าวไว้ในพระคัมภีร์ได้หมดไปแล้ว เฉกเช่นการเลิกรากันไปในการพูดภาษาแปลกที่มีวันเลิกลากันไป ซึ่งแท้จริงและพระคัมภีร์ยังคงเป็นจริงอยู่ เพราะความสมบูรณ์ของพระเจ้านั้นยังมาไม่ถึงผู้ที่เข้าใจเวลาของพระเจ้าย่อมรู้ว่าฝนแห่งการฟื้นฟูในยุคสุดท้ายได้ก่อตัวขึ้นเมื่อราวสองร้อยปีที่ผ่านมาขึ้น
จากการฟื้นฟูของชุมชนชาวโมราเวียนที่เปี่ยมล้นด้วยพระวิญญาณ จนยอมขายตัวเองเป็นทาสเพื่อการออกไปประกาศจนถึง การฟื้นฟูอันเต็มล้นด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ถนนอาซูซ่าในปี 1904 พระวิญาณเริ่มเคลื่อนไหวเขย่าคริสตจักรที่หลับไหล เป็นการเริ่มต้นศตรรวษใหม่ที่ทรงพลัง
เมื่อพระวิญญาณของพระเจ้าเริ่มเคลื่อนไหว ฤทธิเดชของพระเจ้าย่อมเทลงมายังคริสตจักรของพระองค์
ในโค้งสุดท้ายของยุคสุดท้าย พระคัมภีร์กล่าวว่าเป็นยุคที่เรียกว่าฝนชุกปลายฤดูและแน่นนอนว่าเกิดการฟื้นฟูยังทั่วโลก ซึ่งตั้งแต่การสร้างประเทศขึ้นมาอีกครั้งของอิสราเอล ในปี 1948 การฟื้นฟูเริ่มเกิดขึ้นตามจุดต่างๆของโลก และเรากำลังเห็นของประทานทั้ง 5 ลับมาสู่คริสตจักรด้วยเช่นกัน
(ภาพของประทานทั้ง _5 ขึ้น)
ในปี 1940 ของประทานผู้ประกาศได้เกิดขึ้นจากผู้ประกาศระดับเมือง จนถึงระดับประเทศ จนถึงในระดับโลก มีผู้ประกาศยิ่งใหญ่ได้เดินทางรอบโลกเพื่อการจัดการประกาศกลางแจ้งท่ามกลางคนนับหมื่น นับแสน และนับล้าน และในการประชุมการประกาศครั้งหนึ่งที่แอฟฟาริกามีถึงสามล้านคนด้วยกัน ของประทานผู้ประกาศถูกรื้อฟื้นขึ้นในระดับโลก
ในปี 1960 ของประทานศิษยาภิบาลถูกรื้อฟื้นมีผู้คนมากมายถวายตัวเข้าสู่โรงเรียนพระคริสตธรรมและจบมาเพื่อเปิดคริสตจักร มีศิษยาภิบาลเกิดขึ้นทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยมีการขยายคริสตจักรและเป็นช่วงเวลาที่มีศิษยาภิบาลเกิดขึ้นมากที่สุดในประวัติศาสตร์
1970 เป็นช่วงเวลาแห่งความรู้ที่ทวีขึ้น จุดประกายแห่งความรู้ในพระวจนะพระเจ้า มีนักวิชาการทางพระคัมภีร์ สถาบันศาสนศาสตร์ เกิดขึ้นและมีการศึกษาพระคัมภีร์อย่างจริงจัง มีหนังสือวรรณกรรมคริสเตียนเกิดขึ้นมากมาย จนถึงปัจจุบันนี้ความรู้ท่วมท้น จนเราสามารถมีความรู้หลายเท่าจากคนในอดีต
1980 ความรู้พระเจ้านำมาถึงการเข้าใจ เทลงมาของฤทธิ์เดชของพระวิญญาณ มีการเคลื่อนไหวในพระวิญญาณทั้งในการอธิษฐานและการนมัสการ กฎประเภณี ที่เคร่งขรึมเริ่มถูกทำลายลง ของประทานแห่งการเผยพระวจนะเกิดขึ้นเขากล่าวพระคำของพระเจ้าเพื่อการหนุนใจและนำทิศทางของคริสตจักรและประชากรของพระองค์ให้รู้พระทัยพระบิดา
ปี _1990 มีการขยายคริสตจักรอย่างเพิ่มพูน มีการขยายคริสตจักรในระดับพันแห่งภายในเวลาไม่กี่ปี และของประทานอัครฑูตก็เริ่มชัดเจนขึ้น ศิษยาภิบาลหลายคนถูกยอมรับการในเป็นอัครฑูต และนั่นเป็นจุดเริ่มของการกลับมาในบทบาทของประทานที่มีความสำคัญอันโดดเด่น คริสตจักรที่ถูกวางรากด้วยอัครฑูตจะมีความแตกต่างจากคริสตจักรที่ถูกวางรากฐานด้วยผู้ปกครองหรือศิษยาภิบาล (ภาพอัครฑูตในยุค และคริสตจักรที่เขาดูแล)
ปัจจุบันเมื่อเรากางแผนที่โลกออกเพื่อศึกษารื่องการฟื้นฟูของพระเจ้าเราพบว่าพระกิติคุณของพระเจ้ากระจายไปยังทั่วทุกมุมโลกและมีหลายประเทศที่มอบประเทศเขาไว้ให้พระเจ้าครอบครองประเทศเหล่านั้นและประชากรของเขาจำเริญขึ้น
ในยุคของกษัตริย์คอนแสตนติน พระองค์ได้ทำให้เกิดระบบศาสนาของโรมันแคทอลิกขึ้นความภูใจในโรมมันได้ถอดถอนรากแห่งความเชื่อของยิวออกหลายอย่างไม่ว่าพิธีการต่างๆอันมีความหมาย เทศกาลระลึกต่างๆ และเพิ่มเทศกาลใหม่ๆเข้าไปเช่นคริสตมาส แทนการบูชาเทพแห่งไฟ เป็นต้นหรือแม้นกระทั้งวันสะบาโตก็ถูกปรับเปลี่ยนตามความคิดมนุษย์พระเยซูไม่ได้มาล้มเลิกธรรมบัญญัติแต่มาเพื่อทำให้สมบูรณ์ขึ้น
ในช่วงที่ผ่านมาผู้รับใช้พระเจ้าได้ไปรวมตัวกันที่เยรูซาเล็มทุกปี ประเภณีความเชื่อสิ่งที่ถูกลบเลือนไปจากระบบกำลังเป็นศาสนศาสตร์ที่เป็นที่รู้จักกันมากขึ้น พระเจ้าทรงรื้อฟื้นนำพลับพลาดาวิดของพระองค์มายังโลกนี้อีกครั้ง ยิวและคนต่างชาติที่เชื่อในพระเจ้าจะรวมกันเป็นหนึ่งดังที่พระธรรมเอเฟซัสอัครฑูตเปาโลได้กล่าวถึงคนต่างชาติว่า คือคนต่างชาติได้เป็นผู้รับมรดกร่วมกัน และเป็นอวัยวะของกายอันเดียวกัน และมีส่วนได้รับคำสัญญาในพระเยซูคริสต์โดยข่าวประเสริฐนั้น
เพื่อรากฐานและความล้ำลึกทั้งปวงในพระเจ้าจะปรากฏแก่โลกผ่านทางคริสตจักร และคนต่างชาติเมื่อวางรากฐานอย่างมั่งคงในความรักแล้ว 18ท่านก็จะได้มีความสามารถหยั่งรู้พร้อมกับธรรมิกชนทั้งหมด ถึงความกว้าง ความยาว ความสูง ความลึก 19คือให้ซาบซึ้งในความรักของพระคริสต์ซึ่งเกินความรู้ เพื่อท่านจะได้รับความไพบูลย์ของพระเจ้าอย่างเต็มเปี่ยม หากปราศจากรากฐานที่ถูกแล้วก็ไม่เกิดผลที่ดี ดังที่พระเยซูเคยตรัสว่า เราเป็นเถาองุ่นแท้ ท่านทั้งหลายเป็นแขนงๆจะเกิดผลเองไม่ได้ต้องติดกับเถาองุ่นซึ่งเถาองุ่นเล็งถึงอิสราเอลและพระคริสต์เป็นเถาองุ่นแท้หรืออิสราเอลแท้นั่นเอง ที่เราต้องติดสนิทเพื่อการเกิดผล ร่วมเป็นดังกายเดียวกัน เพราะหายถอดรากฐานอิสราเอลออก ก็เป็นดังเช่นอณาจักรโรมมันที่นำคริสตจักรไปสู่ยุคมืดนั่นเอง
18เพราะว่าพระองค์ทรงทำให้เราทั้งสองพวก (คือยิวและคนต่างชาติ) มีโอกาสเข้าเฝ้าพระบิดาโดยพระวิญญาณองค์เดียวกัน 19เหตุฉะนั้นท่านจึงไม่ใช่คนต่างด้าวต่างแดนอีกต่อไป แต่ว่าเป็นพลเมืองเดียวกันกับธรรมิกชน และเป็นครอบครัวของพระเจ้า 20ท่านได้ถูกประดิษฐานขึ้น บนรากแห่งพวกอัครทูตและพวกผู้เผยพระวจนะ พระเยซูคริสต์ทรงเป็นศิลามุมเอก 21ในพระองค์นั้นทุกส่วนของโครงร่างต่อกันสนิท และเจริญขึ้นเป็นวิหารอันบริสุทธิ์ในองค์พระผู้เป็นเจ้า 22และในพระองค์นั้น ท่านก็กำลังจะถูกก่อขึ้นให้เป็นที่สถิตของพระเจ้าในฝ่ายพระวิญญาณด้วย
เรากำลังอยู่ในโครงการก่อสร้างคริสตจักรที่เหลือเชื่อที่สุด พระเจ้ากำลังสร้างคริสตจักรของพระองค์ผ่านชีวิตของเราเพื่อเป็นที่ประทับแห่งพระสิริพระเจ้า เมื่อวิหารเตรียมพร้อมเรียบร้อย พระสิริความรุ่งโรจน์ของพระเจ้าก็จะลงมา ฤทธิ์เดชอำนาจและพระพรก็จะถูกปลดปล่อยในโลก และคริสตจักรนี่เองที่จะเป็นคริสตจักรที่ขับเคลื่อนโลก
ขอพระคุณความรักและสันติสุขของพะคริสตสถิตย์อยู่กับท่านครับ
ดีมากค่ะ ผู้ที่มีของปคะทานอัครทูต มีจริงในปัจจุบัน แต่คริสตจักรไม่รู้จักหน้าที่นี้
ตอบลบ